จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคเข่าเสื่อม” จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคเข่าเสื่อม” จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคเข่าเสื่อม”

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคเข่าเสื่อม

โรคเข่าเสื่อมส่วนมากมักเกิดกับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากกรรมพันธุ์ อุบัติเหตุ หรือจากพฤติกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่ในแต่ละวันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “โรคเข่าเสื่อม”

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อม

1. ผู้ที่มีพ่อแม่เป็นโรคเข่าเสื่อมจะส่งต่อโรคมาสู่ลูกทางพันธุกรรม

2. ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป กระดูกอ่อน ข้อกระดูกจะเริ่มผุกร่อน

3. ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุต่อข้อต่อกระดูก เช่น ขาหัก ข้อหัก ข้อหลุด เข่าหัก เป็นต้น

4. ดื่มสุราอย่างหนัก สูบบุหรี่อย่างหนัก

5. ทำงานหรือออกกำลังกายที่มีการกระแทกข้อต่างๆเป็นเวลานาน

6. ผู้ที่ใช้ยาที่มีสเตียรอยด์เป็นประจำ

โรคเข่าเสื่อม อาการเบื้องต้นบางคนเดินบนพื้นธรรมดาก็ปวดเข่าแล้ว บางคนจะมีอาการปวดตอนเดินขึ้นบันได โดยปกติในขั้นต้นจะไม่ได้ปวดตลอดเวลา บางครั้งอาจมีเสียงเข่าลั่นแสดงว่าเริ่มอาการหนักขึ้น ขาโก่งงอ บิดผิดรูป กล้าเนื้อขาลีบ และจะมีอาการปวดอย่างหนักเวลาเดิน

 

วิธีรักษา

1. ใช้ยาตามหมอสั่ง

- ใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบ จะช่วยได้แค่บรรเทาอาการให้หายไปซักระบะหนึ่ง ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้

- ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ ช่วยลดความเจ็บปวดและการอักเสบได้ดี แพทย์จะฉีดยาเข้าไปข้อ ใน 1 ปีควรจะทำการฉีดยานี้ 3-4 รอบ

- กรดไฮยารูโรนิค เป็นส่วนช่วยสำคัญของน้ำในข้อซื่งจะช่วยให้ข้อไม่เสียดสี เพิ่มความนุ่มรื่นให้ข้อต่างๆได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

2. รักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดมักใช้กับผู้ที่เป็นหนักสุดและรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย การผ่าตัดแบ่งได้ดังนี้

- ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า

- การตัดเปลี่ยนแนวกระดูก

- การผ่าตัดให้ผิวหนังตรงข้อเข้ามาชิดกัน

3. การทำกายภาพบำบัด

เป็นการฝึกและออกกำลังกายเพื่อให้กล้าเนื้อบริเวณรอบๆข้อเข่ามีความแข็งแรงและช่วยให้ข้อเข่ามีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อมสามารถ เดินได้ ไม่ปวด เคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการกายภาพบำบัดและการวิธีการใช้ชีวิตประจำวันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด

 

วิธีป้องกันโรคเข่าเสื่อม

การป้องกันโรคเข่าเสื่อมไม่ให้อาการหนักขึ้นและไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำได้โดยเริ่มจากการดูแลตนเองด้วยการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ออกกำลังจากเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักปรับพฤติกรรมการกิน กินแต่ของที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ ไม่หวานจัดหรือเค็มจัด หากทำได้จะส่งผลดีต่อสุขภาพและโรคเข่าเสื่อมด้วย

ระหว่างการรับการรักษาจากแพทย์สามารถรักษาตัวเองควบคู่ไปด้วยได้โดยการ

ครีมชนิดทาบรรเทาปวด ทาบริเวณหัวเขาและรอบหัวเข่านวดคลึงเบาๆเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ระดับหนึ่งซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปในราคาไม่แพง

- ลูกประคบร้อน ประคบเย็น ความร้อนและความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โดยประคบเย็นจะช่วยลดความเจ็บปวดและการหดเกร็งของกล้าเนื้อ ส่วนประคบร้อนจะช่วยลดอาการข้อฝืดของข้อเข่า

- อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์จะช่วยรับน้ำหนักและแรงกดทับที่จะลงไปที่หัวเขา จะช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้สะดวกขึ้น ทางแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้แนะนำอุปกรณ์ช่วยเหลือนี้เอง

 

ผู้ป่วยควรเข้ารักษาตามที่แพทย์นัดรักษาอย่างสม่ำเสมอถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ควรกินยาเป็นประจำเพราะโรคเข่าเสื่อมเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวควรรักษาอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการผิดแปลกหรือรู้สึกไม่ดีควรรีบติดต่อแพทย์เจ้าของไข้โดยทันที เพื่อที่จะได้รับการรักษาได้ตรงจุดและทันท่วงที

 

ข้อมูลและภาพจาก : ไอยราไบโอเทค

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคเข่าเสื่อม

โรคเข่าเสื่อมส่วนมากมักเกิดกับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากกรรมพันธุ์ อุบัติเหตุ หรือจากพฤติกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่ในแต่ละวันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “โรคเข่าเสื่อม”

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อม

1. ผู้ที่มีพ่อแม่เป็นโรคเข่าเสื่อมจะส่งต่อโรคมาสู่ลูกทางพันธุกรรม

2. ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป กระดูกอ่อน ข้อกระดูกจะเริ่มผุกร่อน

3. ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุต่อข้อต่อกระดูก เช่น ขาหัก ข้อหัก ข้อหลุด เข่าหัก เป็นต้น

4. ดื่มสุราอย่างหนัก สูบบุหรี่อย่างหนัก

5. ทำงานหรือออกกำลังกายที่มีการกระแทกข้อต่างๆเป็นเวลานาน

6. ผู้ที่ใช้ยาที่มีสเตียรอยด์เป็นประจำ

โรคเข่าเสื่อม อาการเบื้องต้นบางคนเดินบนพื้นธรรมดาก็ปวดเข่าแล้ว บางคนจะมีอาการปวดตอนเดินขึ้นบันได โดยปกติในขั้นต้นจะไม่ได้ปวดตลอดเวลา บางครั้งอาจมีเสียงเข่าลั่นแสดงว่าเริ่มอาการหนักขึ้น ขาโก่งงอ บิดผิดรูป กล้าเนื้อขาลีบ และจะมีอาการปวดอย่างหนักเวลาเดิน

 

วิธีรักษา

1. ใช้ยาตามหมอสั่ง

- ใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบ จะช่วยได้แค่บรรเทาอาการให้หายไปซักระบะหนึ่ง ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้

- ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ ช่วยลดความเจ็บปวดและการอักเสบได้ดี แพทย์จะฉีดยาเข้าไปข้อ ใน 1 ปีควรจะทำการฉีดยานี้ 3-4 รอบ

- กรดไฮยารูโรนิค เป็นส่วนช่วยสำคัญของน้ำในข้อซื่งจะช่วยให้ข้อไม่เสียดสี เพิ่มความนุ่มรื่นให้ข้อต่างๆได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

2. รักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดมักใช้กับผู้ที่เป็นหนักสุดและรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย การผ่าตัดแบ่งได้ดังนี้

- ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า

- การตัดเปลี่ยนแนวกระดูก

- การผ่าตัดให้ผิวหนังตรงข้อเข้ามาชิดกัน

3. การทำกายภาพบำบัด

เป็นการฝึกและออกกำลังกายเพื่อให้กล้าเนื้อบริเวณรอบๆข้อเข่ามีความแข็งแรงและช่วยให้ข้อเข่ามีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อมสามารถ เดินได้ ไม่ปวด เคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการกายภาพบำบัดและการวิธีการใช้ชีวิตประจำวันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด

 

วิธีป้องกันโรคเข่าเสื่อม

การป้องกันโรคเข่าเสื่อมไม่ให้อาการหนักขึ้นและไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำได้โดยเริ่มจากการดูแลตนเองด้วยการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ออกกำลังจากเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักปรับพฤติกรรมการกิน กินแต่ของที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ ไม่หวานจัดหรือเค็มจัด หากทำได้จะส่งผลดีต่อสุขภาพและโรคเข่าเสื่อมด้วย

ระหว่างการรับการรักษาจากแพทย์สามารถรักษาตัวเองควบคู่ไปด้วยได้โดยการ

ครีมชนิดทาบรรเทาปวด ทาบริเวณหัวเขาและรอบหัวเข่านวดคลึงเบาๆเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ระดับหนึ่งซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปในราคาไม่แพง

ลูกประคบร้อน ประคบเย็น ความร้อนและความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โดยประคบเย็นจะช่วยลดความเจ็บปวดและการหดเกร็งของกล้าเนื้อ ส่วนประคบร้อนจะช่วยลดอาการข้อฝืดของข้อเข่า

อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์จะช่วยรับน้ำหนักและแรงกดทับที่จะลงไปที่หัวเขา จะช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้สะดวกขึ้น ทางแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้แนะนำอุปกรณ์ช่วยเหลือนี้เอง

 

ผู้ป่วยควรเข้ารักษาตามที่แพทย์นัดรักษาอย่างสม่ำเสมอถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ควรกินยาเป็นประจำเพราะโรคเข่าเสื่อมเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวควรรักษาอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการผิดแปลกหรือรู้สึกไม่ดีควรรีบติดต่อแพทย์เจ้าของไข้โดยทันที เพื่อที่จะได้รับการรักษาได้ตรงจุดและทันท่วงที

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคเข่าเสื่อม

โรคเข่าเสื่อมส่วนมากมักเกิดกับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากกรรมพันธุ์ อุบัติเหตุ หรือจากพฤติกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่ในแต่ละวันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “โรคเข่าเสื่อม”

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อม

1. ผู้ที่มีพ่อแม่เป็นโรคเข่าเสื่อมจะส่งต่อโรคมาสู่ลูกทางพันธุกรรม

2. ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป กระดูกอ่อน ข้อกระดูกจะเริ่มผุกร่อน

3. ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุต่อข้อต่อกระดูก เช่น ขาหัก ข้อหัก ข้อหลุด เข่าหัก เป็นต้น

4. ดื่มสุราอย่างหนัก สูบบุหรี่อย่างหนัก

5. ทำงานหรือออกกำลังกายที่มีการกระแทกข้อต่างๆเป็นเวลานาน

6. ผู้ที่ใช้ยาที่มีสเตียรอยด์เป็นประจำ

โรคเข่าเสื่อม อาการเบื้องต้นบางคนเดินบนพื้นธรรมดาก็ปวดเข่าแล้ว บางคนจะมีอาการปวดตอนเดินขึ้นบันได โดยปกติในขั้นต้นจะไม่ได้ปวดตลอดเวลา บางครั้งอาจมีเสียงเข่าลั่นแสดงว่าเริ่มอาการหนักขึ้น ขาโก่งงอ บิดผิดรูป กล้าเนื้อขาลีบ และจะมีอาการปวดอย่างหนักเวลาเดิน

 

วิธีรักษา

1. ใช้ยาตามหมอสั่ง

- ใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบ จะช่วยได้แค่บรรเทาอาการให้หายไปซักระบะหนึ่ง ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้

- ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ ช่วยลดความเจ็บปวดและการอักเสบได้ดี แพทย์จะฉีดยาเข้าไปข้อ ใน 1 ปีควรจะทำการฉีดยานี้ 3-4 รอบ

- กรดไฮยารูโรนิค เป็นส่วนช่วยสำคัญของน้ำในข้อซื่งจะช่วยให้ข้อไม่เสียดสี เพิ่มความนุ่มรื่นให้ข้อต่างๆได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

2. รักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดมักใช้กับผู้ที่เป็นหนักสุดและรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย การผ่าตัดแบ่งได้ดังนี้

- ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า

- การตัดเปลี่ยนแนวกระดูก

- การผ่าตัดให้ผิวหนังตรงข้อเข้ามาชิดกัน

3. การทำกายภาพบำบัด

เป็นการฝึกและออกกำลังกายเพื่อให้กล้าเนื้อบริเวณรอบๆข้อเข่ามีความแข็งแรงและช่วยให้ข้อเข่ามีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อมสามารถ เดินได้ ไม่ปวด เคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการกายภาพบำบัดและการวิธีการใช้ชีวิตประจำวันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด

 

วิธีป้องกันโรคเข่าเสื่อม

การป้องกันโรคเข่าเสื่อมไม่ให้อาการหนักขึ้นและไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำได้โดยเริ่มจากการดูแลตนเองด้วยการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ออกกำลังจากเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักปรับพฤติกรรมการกิน กินแต่ของที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ ไม่หวานจัดหรือเค็มจัด หากทำได้จะส่งผลดีต่อสุขภาพและโรคเข่าเสื่อมด้วย

ระหว่างการรับการรักษาจากแพทย์สามารถรักษาตัวเองควบคู่ไปด้วยได้โดยการ

ครีมชนิดทาบรรเทาปวด ทาบริเวณหัวเขาและรอบหัวเข่านวดคลึงเบาๆเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ระดับหนึ่งซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปในราคาไม่แพง

ลูกประคบร้อน ประคบเย็น ความร้อนและความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โดยประคบเย็นจะช่วยลดความเจ็บปวดและการหดเกร็งของกล้าเนื้อ ส่วนประคบร้อนจะช่วยลดอาการข้อฝืดของข้อเข่า

อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์จะช่วยรับน้ำหนักและแรงกดทับที่จะลงไปที่หัวเขา จะช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้สะดวกขึ้น ทางแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้แนะนำอุปกรณ์ช่วยเหลือนี้เอง

 

ผู้ป่วยควรเข้ารักษาตามที่แพทย์นัดรักษาอย่างสม่ำเสมอถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ควรกินยาเป็นประจำเพราะโรคเข่าเสื่อมเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวควรรักษาอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการผิดแปลกหรือรู้สึกไม่ดีควรรีบติดต่อแพทย์เจ้าของไข้โดยทันที เพื่อที่จะได้รับการรักษาได้ตรงจุดและทันท่วงที